บทความน่าสนใจ
Home » แม่และเด็ก » เด็กสมาธิสั้น

เด็กสมาธิสั้น

สมาธิสั้น (ADHD = Attention Deficit Hyperactivity Disorders) เป็นความผิดปกติด้านพฤติกรรมที่เกิดจากการทำงานที่ไม่เหมาะสมของสมองในส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสมาธิ มักเกิดขึ้นกับเด็กบางคนที่อาจจะมีอาการซนมาก อยู่ไม่เป็นที่ เบื่อง่าย และการขาดความสามารถในการควบคุมตัวเอง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น โรคสมาธิสั้นนี้พบได้บ่อยในทุกประเทศทั่วโลก และประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของเด็กในวัยเรียนเป็นโรคสมาธิสั้น พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 2-3 เท่า อาการเด็กสมาธิสั้นนี้สามารถดำเนินจนถึงช่วงของวัยรุ่นเลยนะคะ นอกจากนั้นการเกิดโรคเด็กสมาธิสั้นก็สามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุ 3-7 ปี ดังนั้นเราจึงควรรู้ลักษณะอาการของเด็กสมาธิสั้น สังเกต และวิเคราะห์ เพื่อจะได้ปรึกษาคุณหมอต่อไปค่ะ

เด็กสมาธิสั้น

ขอบคุณรูปภาพประกอบ : http://www.topnews.in/health/adhd-kids-2-3-times-more-prone-substance-abuse-problems-210774

ลักษณะอาการของเด็กสมาธิสั้น

เด็กเล็กอายุประมาณ 3-5 ปี

จะมีอาการไม่อยู่นิ่งเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น ระหว่างนั่งรับประทานอาหารได้เพียงคำเดียวก็ลุกขึ้นวิ่ง มักพูดแทรกและขัดจังหวะคนอื่น เป็นคนอดทนรอไม่ได้ เล่นของเล่นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ไม่นาน เล่นเสียงดังมากกว่าเด็กคนอื่น ไม่สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆได้ ทั้งที่มีความเข้าใจและสื่อสารได้ปกติ ไม่ชอบแบ่งปัน ชอบแย่งของจากคนอื่น โดยไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกแย่ง และดูเหมือนกับมีพลังงานมากมายไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

เด็กอายุ 6 ปี ขึ้นไป – จะพบอาการได้ชัดกว่าในเด็กเล็ก มีอาการสำคัญ 3 กลุ่มอาการดังนี้

1. การขาดสมาธิ (Inattention)

 

  • มีความสะเพร่า ไม่สามารถตั้งใจฟังและเก็บรายละเอียดได้ ทำให้ทำงานผิดพลาดซ้ำๆเดิมๆอยู่เสมอ
  • ไม่ฟังเวลาผู้ใหญ่พูดด้วยหรือสั่งสอน มักจำไม่ได้หรือลืมง่ายมากกว่าเด็กทั่วไป
  • มักทำของใช้ส่วนตัวหรือของใช้ที่จำเป็นหายอยู่บ่อยๆ เช่น ของเล่น การบ้าน ดินสอ หนังสือ ยางลบ เป็นต้น
  • วอกแวกได้ง่ายมาก แม้แต่กับสิ่งเร้าเล็กๆน้อยๆที่ผ่านทางตาหรือหูก็สามารถทำให้เสียสมาธิได้
  • เหม่อลอย บางครั้งอาจนั่งนิ่งเป็นระยะเวลานานๆ จึงมักทำงานไม่เสร็จหรือทำงานช้า แต่บางครั้งหากเป็นสิ่งที่ตัวเองสนใจมาก เช่นวิดีโอเกมหรือรายการโทรทัศน์ ก็อาจตั้งใจดูเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อเนื่องได้

2. ซน อยู่ไม่สุข ไม่อยู่นิ่ง (Hyperactivity)

 

  • ชอบเดินไปมาในห้องหรือออกนอกห้อง ขณะอยู่ที่บ้านหรือในห้องเรียน ถ้าไม่เดินก็จะนั่งไม่อยู่นิ่ง อยู่ไม่สุข ลุกลี้ลุกลน หยิบโน่นฉวยนี่ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
  • ซนมากกว่าเด็กทั่วไป ดูเหมือนมีพลังงานอยู่ตลอดเวลา ชอบวิ่งเล่นหรือปีนป่ายในสถานที่ที่ไม่สมควร ไม่หวาดกลัวต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้น
  • มักลืมตัวเล่นเสียงดัง พูดมาก พูดไม่หยุด ชอบโพล่งคำตอบเวลาครูหรือพ่อแม่ถาม โดยที่ยังฟังคำถามไม่จบ
  • ไม่มีระเบียบในการทำสิ่งต่างๆ มักวุ่นวาย ยุ่งเหยิงตลอดเวลา

3. ขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง อดทนรออะไรไม่ได้ (Impulsive)

 

  • มักพูดมาก พูดแทรก ชอบขัดจังหวะหรือสอดแทรกเวลาผู้อื่นกำลังพูดอยู่
  • รอคอยไม่เป็น มักแสดงออกในลักษณะรีบเร่ง เช่น ไม่สามารถเข้าแถวรอได้
  • หุนหันพลันแล่นทำสิ่งต่างๆอย่างรวดเร็วโดยไม่ยั้งคิด
  • ตื่นตัวตลอดเวลา หรือดูตื่นเต้นง่าย

สำหรับเด็กบางคนที่มีลักษณะอาการให้เห็นครบทั้ง 3 กลุ่ม แต่บางคนอาจมีเพียงลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่เห็นได้เด่นชัดเพียงกลุ่มอาการเดียว เช่น ไม่ซนมาก สามารถอดทนรอได้ แต่ไม่มีสมาธิ มักเหม่อลอย วอกแวกง่าย เป็นต้น หรือ มีลักษณะอาการในข้อ 1-3 รวมกันมากกว่า 6 ข้อ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เด็กจะเป็นโรคสมาธิสั้น จึงควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญต่อไปค่ะ

การรักษาเด็กสมาธิสั้น

วิธีรักษาโรคสมาธิสั้นให้มีประสิทธิภาพสูงสุดควรผสมผสานการรักษาหลายๆด้าน ดังนี้

1. รักษาด้วยยา : ยาที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้นเป็นยาที่ปลอดภัยพวก Methylphenidate , Dextroamphetamine , Pemoline ยาในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น ซนน้อยลง ดูสงบขึ้น มีความสามารถในการควบคุมตัวดีขึ้น และอาจช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น ยาที่ใช้รักษานี้เป็นเพียงยาที่ช่วยควบคุมอาการของโรค หากใช้ยาเหล่านี้ไม่ถูกต้องอาจจะเป็นเสพติดแทน ดังนั้นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และเมื่อการรักษาได้ผลต้องให้กำลังใจเด็กมากกว่าการชื่นชมว่าเป็นผลของยานะคะ เพราะจะทำให้เด็กต้องพึ่งยาต่อไปเรื่อยๆค่ะ

2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็กและครอบครัว : พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และคุณครูจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้อง เพื่อช่วยจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างของเด็ก การตีหรือการลงโทษทางร่างกายเป็นวิธีที่ไม่ได้ผล และจะมีส่วนทำให้เด็กมีอารมณ์โกรธหรือแสดงพฤติกรรมต่อต้านและก้าวร้าวมากยิ่งขึ้นค่ะ วิธีการที่ดีกว่า คือ การให้คำชมหรือรางวัล เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้องและเหมาะสม หรือควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการงดกิจกรรมที่เด็กชอบหรือตัดสิทธิอื่นๆ เป็นต้น

Loading Facebook Comments ...